การให้อาหารนกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศ เป็นสัตว์ป่ามาก่อนที่จะนำมาเลี้ยงในระบบฟาร์ม พืชจึงเป็นอาหารหลักของนกกระจอกเทศ นกกระจอกเทศจึงจัดอยู่ในสัตว์ประเภทกินพืช (Herbivorus) แต่ก็ใช่ว่านกกระจอกเทศจะกินแต่พืชเพียงอย่างเดียว แมลงต่าง ๆ หนอนหรือสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็ก ๆ นกกระจอกเทศก็จิกกินเช่นกัน เนื่องจากนกกระจอกเทศสามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้ในทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง ไม่สมบูรณ์ สัตว์อื่น ๆ เช่น วัว หรือแกะอยู่ไม่ได้ แต่นกกระจอกเทศก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะนกกระจอกเทศสามารถย่อยสลายสารอาหารที่มีกากใยได้สูง 47 – 60 %

กระเพาะของนกกระจอกเทศจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นกระเพาะบด (Gizzard) เหมือนไก่ แต่ไม่มีกระเพาะพัก (Crop) และมีกระเพาะแท้ (Proventiculus) เหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant) เช่น โค กระบือ เป็นต้น นกกระจอกเทศจึงสามารถย่อยอาหารที่มีกากใยได้เป็นอย่างดี

วิธีการให้อาหารลูกนกกระจอกเทศแรกเกิด

ลูกนกเกิดใหม่จะยังมีไข่แดงอยู่ใยช่องท้องซึ่งจะใช้เวลา 3 – 4 วันเพื่อย่อยไข่แดงดังกล่าวนี้ ดังนั้น ในระยะ 3 – 4 วันแรกที่ลูกนกออกจากไข่จึงไม่จำเป็นต้องให้กินอาหาร แต่อาจจะจัดทรายหยาบ หรือเกล็ดเล็ก ๆ ขนาดเมล็ดข้าวสารตั้งไว้ให้นกกิน แต่ต้องระวังอย่าให้กินมากเกินไปส่วนใหญ่จะนิยมนำอาหารและน้ำมาตั้งให้ลูกนกกินหลังจากลูกนกออกจากตู้เกิดแล้ว 1 – 2 วัน ในระยะแรกลูกนกจะยังไม่ให้ความสนใจที่จะสอนให้ลูกนกรู้จักที่ให้น้ำและอาหาร ลูกนกอาจอดน้ำหรือได้จึงควรนำลูกปิงปองมาใส่ในภาชนะที่ให้น้ำและอาหารเพื่อให้ลูกนกสนใจและไปจิกกินอาหารและน้ำ โดยทั่วไปแล้วลูกนกชอบอาหารที่มีรูปร่างแปลก ๆ และหญ้าสด อาหารสำหรับลูกนกจะประกอบด้วย พลังงาน 2,700 – 2,800 กิโลแคลอรี โปรตีน 20 % แต่มีเยื่อใยต่ำ คือไม่เกิน 10 % อัตราส่วนของแคลเซียม (Ca) และฟอสฟอรัส(P) ต้องเหมาะสม โดยอาจจะเสริมด้วยเปลือกหอยหรือกระดูกป่น

ลูกนกระยะนี้จะกินอาหารวันละประมาณ 10 – 20 กรัม และจะเพิ่มปริมาณขึ้นตามน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ลูกนกจะต้องการอาหารข้นวันละ 1.5 – 3 % ของน้ำหนักตัว ลูกนกจะมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ซึ่งจะทำให้ขาที่มีขนาดเล็กรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ไหว อาจทำให้ลูกนกขาพิการได้ จึงควรจำกัดปริมาณอาหารและให้กินอาหารวันละ 2 – 4 ครั้ง โดยให้กินอาหารหมดภายใน 2 ชั่วโมง

หลังจากนั้นอาจให้พืชสดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูกนกกินครั้งละน้อย ๆ วันละ 3 – 4 ครั้ง โดยเลือกให้ลูกนกกินเฉพาะส่วนที่เป็นใบ เมื่อลูกนกอายุมากขึ้น จะกินอาหารที่มีเยื่อใยได้มากขึ้นถึง 20 % ของปริมาณอาหารข้น

ส่วนน้ำจะต้องมีให้กินตลอดเวลา โดยจะต้องเป็นน้ำที่ใส สะอาด ภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารจะต้องทำความสะอาดทุกวัน อาหารที่เหลือค้างอยู่ในรางจะต้องไม่นำกลับมาใช้อีก และจะต้องระวังไม่ให้ลูกนกจิกกินอุจจาระที่ลูกนกถ่ายออกมาเพราะจะทำให้ท้องเสียหรือเป็นโรคอื่น ๆ ได้จึงควรที่จะทำความสะอาด เก็บกวาดขี้นกออกทิ้งบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วง 3 – 5 วันแรก

อาหารสำหรับลูกนกกระจอกเทศ (อายุ 0 – 3 เดือน)

ลูกนกในช่วงอายุ 3 เดือนแรกจะมีอัตราการตายสูงมากกว่าช่วงอายุอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการจัดการและอาหาร ดังนั้นเพื่อป้องกันการสูญเสียดังกล่าว ผู้เลี้ยงจะต้องเองใจใส่ดูแลลูกนกเป็นอย่างดี น้ำ อาหารจะต้องเหมาะสมครบถ้วนตรงตามความต้องการของลูกนก

ในระยะนี้ลูกนกต้องการอาหารที่มีโปรตีน 20 % พลังงาน 2,700 – 2,800 กิโลแคลอรี่ และมีพืชผักสดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตั้งไว้ให้นกจิกกิน ซึ่งในระยะสองสัปดาห์แรกจะให้ครั้งละน้อย ๆ แล้วเพิ่มปริมาณของหญ้าสดตามอายุของลูกนกที่เพิ่มขึ้นหรืออาจจะปล่อยให้ลูกนกลงไปจิกกันเองในแปลงปลูกหญ้าก็ได้ แต่แปลงหญ้านี้ต้องสะอาด ปราศจากยาฆ่าแมลง หรือมีสิ่งแปลกปลอมตกหล่นอยู่ เช่น ตะปู ลวด กระดุม เศษพลาสติก เป็นต้น เพราะนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ขี้สงสัยเห็นอะไรตกหล่นอยู่ก็จะจิกกิน ซึ่งจะทำให้นกกระจอกเทศเป็นอันตรายได้ (Hardware Disease)

นอกจากนี้การปล่อยให้ลูกนกออกไปเดินเล่นกินหญ้าในแปลงหญ้า จะทำให้ลูกนกได้ออกกำลังกาย ขาก็จะแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งจะได้รับวิตามินดี (D3) จากแสงแดดอีกด้วย

อาหารสำหรับนกกระจอกเทศรุ่น (อายุ 4 – 10 เดือน) ในระยะนี้ลูกนกกระจอกเทศต้องการอาหารที่มีพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม โปรตีน 14 – 15 % และเยื่อใย 14 % และจะกินอาหารวันละ 1.5 – 2 กิโลกรัม

แต่เมื่อลูกนกอายุมากขึ้นน้ำหนักตัวที่เพิ่มจะอยู่ในอัตราที่ลดลงจึงทำให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็จะสามารถกินอาหารที่มีเยื่อใยได้มากขึ้นด้วย

ถึงแม้ว่านกกระจอกเทศในระยะนี้จะต้องการการดูแลเอาใจใส่น้อยกว่าในระยะ 3 เดือนแรก แต่ก็ไม่ควรประมาทจนขาดความเอาใจใส่ โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพอาหารจะต้องตรงตามความต้องการและมีปริมาณที่เพียงพอ น้ำต้องใสสะอาด เสริมอาหารด้วยหญ้าหรือผักสด หรือปล่อยให้นกกระจอกเทศไปจิกกินเองในแปลงหญ้าที่สำคัญต้องมีกรวดหินตั้งไว้ให้นกกระจอกเทศด้วยเนื่องจากนกกระจอกเทศไม่มีฟันที่จะใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหาสิ่งที่จะช่วยย่อยอาหารที่นกกระจอกเทศกินเข้าไป ในสภาพธรรมชาตินกกระจอกเทศจะจิกกินก้อนกรวด ก้อนหิน หรือทรายหยาบจากพื้นดินเพื่อไปช่วยบดอาหารในกึ๋น

ดังนั้น การเลี้ยงในระบบฟาร์มก็จำเป็นจะต้องจัดหาหิน กรวด หินเกล็ดเล็ก ๆ หรือเปลือกหอยป่น ตั้งไว้ให้นกกระจอกเทศกิน แต่จะต้องคอยสังเกตุด้วยว่าอย่าให้นกกระจอกเทศกินมากเกินไปจนทำให้ไปอุดตันในระบบทางเดินอาหาร

อาหารสำหรับนกกระจอกเทศขุน (อายุ 11 – 14 เดือน)

นกกระจอกเทศที่อายุ 8 – 10 เดือน จะมีน้ำหนักตัวประมาณ 65 – 95 กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ อาหารและการจัดการ ในบางแห่งจะซื้อขายกันที่น้ำหนัก 90 – 95 กิโลกรัม แค่บางแห่งเท่านั้นที่อาจจะต้องการที่น้ำหนัก 100 – 110 กิโลกรัม

อาหารที่นกกระจอกเทศระยะนี้ต้องการคือ มีพลังงาน 2,500 กิโลแคลอรี่ ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม โปรตีน 14 – 16 % และเยื่อใย 16% ระยะนี้นกกระจอกเทศจะกินอาหารวันละ 2.0 2.5 กิโลกรัม ทั้งนี้ หญ้าหรือพืชผักจะต้องมีให้กินหรือปล่อยในแปลงหญ้าก็ได้ และที่ขาดไม่ได้คือ น้ำสะอาดต้องมีให้กินตลอดเวลา

อาหารสำหรับนกกระจอกเทศพ่อ – แม่พันธุ์ (อายุ 14 เดือนขึ้นไป) อาหารที่ใช้เลี้ยงจะประกอบด้วย พลังงาน 2,400 – 2,600 กิโลแคลอรี ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม โปรตีน 14 % และเยื่อใย 16 %

ซึ่งการให้อาหารนกกระจอกเทศในช่วงนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ช่วงผสมพันธุ์ (Laying Period)
  • นอกฤดูผสมพันธุ์ (Off Season)

นกกระจอกเทศในช่วงผสมพันธุ์จะมีความต้องการอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนสูงเพื่อใช้ในการสร้างไข่ ซึ่งถ้าอาหารดีตรงตามความต้องการจะทำให้ได้ไข่ที่มีเชื้อดีด้วย

นอกจากนี้จะต้องพิจารณาอัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัส (Ca : P) โดยทั่ว ๆ ไป อัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสจะเท่ากับ 1 : 0.5 – 0.6 ถ้าในสูตรอาหารมีแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้ไปหยุดยั้งการทำงานของแมงกานีสและสังกะสี ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการมีเชื้อของไข่

สำหรับอาหารนกกระจอกเทศนอกฤดูการผสมพันธุ์เป็นอาหารที่กินเพื่อดำรงชีพเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีพลังงานมากนัก สามารถให้พืชหญ้าได้มาขึ้น จนเมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์อีกจึงจะขุนนกกระจอกเทศให้มีร่างกายสมบูรณ์แต่ระวังอย่าให้อ้วนเกินไป

<<หน้าที่แล้ว หน้าสารบัญ::นกกระจอกเทศ หน้าถัดไป>>
© 2004 ThaiFeed.Net All rights reserved. Contact us Email - webmaster@thaifeed.net